1/5
รายละเอียดสินค้า
แก้วมณีรัตนะ
หลวงพ่อได้เมตตาทาแก้วมณีรัตนะให้ลูกหลานไว้บูชาครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๑๗ โดย พระเดชพระคุณท่านไปหาซื้อเองจากตลาดจังหวัดชัยนาท ลูกแก้วที่ท่านได้มาเป็นลูกแก้วใสที่มีแก้วสีรูปเกลียวมะเฟืองด้านใน หลวงพ่อได้เล่าประวัติและอานุภาพของลูกแก้วที่ทํา ในครั้งนั้นไว้ดังนี้
ถอยหลังไปเมื่อคราวต้นปี (มกราคม ปี ๒๕๑๗) ตอนนั้นปรากฏ ว่าน้ามันเขา กําลังจะขึ้นราคา และเวลาเจริญพระกรรมฐานพบสมเด็จท่าน ท่านตรัสว่าบริษัทของ เราไม่ ควรจะจน ท่านว่าอย่างนั้นนะ จึงมีพระบัญชาให้ทําลูกแก้วขึ้น แต่ว่าคาถาทํา ลูกแก้วนี่ไม่มี ในตารา และก็เป็นเวลากะทันหัน อาดมากลับไปวัดเหลือเวลาอีก 5 วันก็จะถึงวันเสาร์ห้า ก็ต้องขึ้นไปศึกษาถึงวิธีทํากับท่าน ๒ คืน เพราะว่ามีแก้วอยู่ลูกหนึ่งที่อาตมามีอยู่ ท่านบอกว่า แก้วลูกนี้เป็นแก้วลูกยอดของพระเจ้าจักรพรรดิ์ ให้ใช้แก้วลูกที่มีอยู่เป็นประธาน และก็ทําให้ แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ผลประโยชน์ที่จะพึงได้รับ ท่านบอกว่าไม่ควรประกาศผล ทั้งนี้ เพราะท่านทําทุกอย่าง สุดแล้วแต่ผู้ใช้จะอธิษฐาน และความมุ่งหมายของท่านก็มีว่า ต้องการให้เป็นนิมิตของกสิณ เป็นนิมิตกรรมฐาน แต่ว่าต้องใช้คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นคาถา ภาวนา สําหรับวิธีปฏิบัติท่านให้ญาติโยมพุทธบริษัทปฏิบัติตามนี้
ก่อนที่จะภาวนาคาถาให้มองดูลูกแก้วเสียก่อน จําภาพแก้วได้ ก็หลับตานึกถึงภาพ แก้วนั้นแล้วก็ภาวนา นี่ทําเป็นกรรมฐาน จะภาวนาว่า พุทโธ หรือ นะมะพะธะ ว่าได้ทุกอย่าง เพราะว่าแก้วเป็นอาโลกกสิณ สําหรับอาโลกกสิณนี่เป็นกสิณพื้นฐานของทิพจักขุญาณ หากว่าขณะที่หลับตาภาวนา ภาพลูกแก้วเลือนไปจากใจ ให้ลืมตาดูใหม่ จ่าภาพลูกแก้ว แล้วภาวนาต่อไป จนกระทั่งภาพลูกแก้วติดตาติดใจ คราวหลังเราไม่มองดูลูกแก้ว แต่นึก ภาพลูกแก้วได้เป็นปกติ อย่างนี้ท่านเรียก อุคหนิมิต อุคหนิมิตนี้เป็นอุปจารสมาธิเป็นผลของ ทิพจักขุญาณเมื่อทําอย่างนี้เรื่อยๆ ไปจนกระทั่งภาพลูกแก้วติดตาติดใจอยู่เสมอ ต่อมาก็อธิษฐาน ให้ลูกแก้วโตขึ้น ก็จะเห็นภาพลูกแก้วโตขึ้น อธิษฐานให้เล็กลงก็จะเล็กลง ให้อยู่สูงก็อยู่สูง ให้อยู่ตาก็อยู่ตา อยู่ข้างหน้าก็ได้ อยู่ข้างหลังก็ได้ตามใจชอบ อย่างนี้เป็นปฏิภาคนิมิต ถือว่าเป็นนิมิตสูงสุดส่วนหนึ่ง
ในเมื่อเห็นลูกแก้วชัดเจนแจ่มใสดีเท่าไหร่ ความเป็นทิพจักขุญาณของท่าน พุทธบริษัทที่จะเห็นภาพอื่นก็จะเห็นได้ชัดเจนเท่านั้น แต่ว่าถ้าเห็นลูกแก้วชัดเจนดีแล้ว ต่อ ไปก็อธิษฐานขอให้ภาพลูกแก้วหายไป ขอภาพของพระพุทธเจ้าจงปรากฏ ในเมื่อเห็นภาพ ของพระพุทธเจ้าปรากฏแทน ขอให้อธิษฐานให้พระองค์โตขึ้น ภาพของพระพุทธเจ้าโตขึ้น ขอให้พระองค์ทรงเล็กลง ก็เล็กลง ให้สูงให้ต่ำได้ตาม ความต้องการ อย่างนี้ถือว่าถึงที่สุดของ มโนมยิทธิ ถ้าทามโนมยิทธิได้ตามนี้แล้วจึงเคลื่อนออก ถ้าเคลื่อนไปไหนจิตกับกายจะตัด กันเด็ดขาด คือว่าไปสุดตัว ถ้าไปสุดตัวก็จะได้พบทุกอย่าง จะพบเทวดา จะพบพรหมก็ดี พบพระอรหันต์ก็ดี เราก็จะมีสภาพไปนั่งคุยกันอย่างสบาย เหมือนกับเรานั่งคุยกันอยู่นี่ ถือ ว่าเป็นการเต็ม มโนมยิทธิที่ศึกษาเพราะมโนมยิทธิที่เราศึกษากันอยู่เวลานี้ เราใช้กําลังครึ่งเดียว แต่ว่าเพื่อผลประโยชน์ของบรรดาท่านพุทธบริษัท ว่าคนทุกคนยังต้องกินต้องใช้พระพุทธเจ้า ก็ทรงห่วงเหมือนกัน ท่านถือว่าถ้าทุกคนยากจนเสียจริงๆ ไม่มีกินมีใช้ การเจริญสมาธิก็ไม่ มีผล เพราะมีความเดือดร้อน
ฉะนั้นท่านจึงแนะนําว่า ถ้าทําสมาธิในด้านของกรรมฐานครบถ้วนพอใจแล้ว หลังจาก นั้นให้ต่อด้วย คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า และเวลาที่เจริญพระกรรมฐานทรงฌาน เท่าไร คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าก็จะทรงฌานเท่านั้น เมื่อคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงเป็นฌาน การเงินของบรรดาท่านพุทธบริษัทจะมีการคล่องตัวมาก ถ้าปฏิบัติได้เป็นฌานจริงๆ คือเห็นภาพชัดจริงให้สังเกตดูว่า หลังจากทําไป ๓ เดือน ผลการปฏิบัติลาภสักการะจะเกิด การเงินจะไม่ฝืดเคือง ถ้ายิ่งท่านานมากเงินก็ยิ่งจะยังตัว เงินเดือนที่มันไม่ค่อยพอเดือน มัน ก็จะเริ่มพอเดือน เดือนหน้ากับเดือนหลัง มันสวัสดีกันได้ก็พอตัวแล้ว ต่อมาเจ้าเดือนหน้า มันไม่ยอมไป เดือนใหม่ก็ยังมีมาอีก มันเริ่มขังตัว มันยังตัวแน่นะ รวมความว่า มันนอน คุยกันในกระเป๋าได้ ทําตามนี้มีผลจริงๆ นะ และวิธีที่ใช้เงินในคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าก็มี แบบหนึ่ง ซึ่งได้เคยกล่าวไว้แล้ว
และอีกประการหนึ่ง ซึ่งผลที่ได้จากแก้วนี่ อุบัติเหตุมีทุกครั้งใน ๓ ครั้งที่แล้วมานะ ที่แจกมาก็พบอุบัติเหตุทุกครั้ง แต่ว่าอุบัติเหตุที่น่าจะตายเขาไม่บาดเจ็บ อย่างรายหนึ่งไป อยู่อเมริกา ซื้อรถราคา 7,000 เหรียญ ชนกันขึ้นไปเหลือราคา ๓๐๐ เหรียญ เจ้า ของรถไม่ตาย แต่ว่ารถเหลือราคาเพียง ๓๐๐ เหรียญ และก็เที่ยวแรกที่แจก วันนั้นไปที่อำเภอสามพรานมีสองคนผัวเมียแกบอกว่า รถชนประจันหน้ากันพังยับเยินเลยพวงมาลัย มากระแทกอกสามี พวงมาลัยคต แต่สองคนในรถไม่เป็นอันตราย
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือสมบัติพ่อ ปี2535
หลวงพ่อได้เมตตาทาแก้วมณีรัตนะให้ลูกหลานไว้บูชาครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๑๗ โดย พระเดชพระคุณท่านไปหาซื้อเองจากตลาดจังหวัดชัยนาท ลูกแก้วที่ท่านได้มาเป็นลูกแก้วใสที่มีแก้วสีรูปเกลียวมะเฟืองด้านใน หลวงพ่อได้เล่าประวัติและอานุภาพของลูกแก้วที่ทํา ในครั้งนั้นไว้ดังนี้
ถอยหลังไปเมื่อคราวต้นปี (มกราคม ปี ๒๕๑๗) ตอนนั้นปรากฏ ว่าน้ามันเขา กําลังจะขึ้นราคา และเวลาเจริญพระกรรมฐานพบสมเด็จท่าน ท่านตรัสว่าบริษัทของ เราไม่ ควรจะจน ท่านว่าอย่างนั้นนะ จึงมีพระบัญชาให้ทําลูกแก้วขึ้น แต่ว่าคาถาทํา ลูกแก้วนี่ไม่มี ในตารา และก็เป็นเวลากะทันหัน อาดมากลับไปวัดเหลือเวลาอีก 5 วันก็จะถึงวันเสาร์ห้า ก็ต้องขึ้นไปศึกษาถึงวิธีทํากับท่าน ๒ คืน เพราะว่ามีแก้วอยู่ลูกหนึ่งที่อาตมามีอยู่ ท่านบอกว่า แก้วลูกนี้เป็นแก้วลูกยอดของพระเจ้าจักรพรรดิ์ ให้ใช้แก้วลูกที่มีอยู่เป็นประธาน และก็ทําให้ แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ผลประโยชน์ที่จะพึงได้รับ ท่านบอกว่าไม่ควรประกาศผล ทั้งนี้ เพราะท่านทําทุกอย่าง สุดแล้วแต่ผู้ใช้จะอธิษฐาน และความมุ่งหมายของท่านก็มีว่า ต้องการให้เป็นนิมิตของกสิณ เป็นนิมิตกรรมฐาน แต่ว่าต้องใช้คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นคาถา ภาวนา สําหรับวิธีปฏิบัติท่านให้ญาติโยมพุทธบริษัทปฏิบัติตามนี้
ก่อนที่จะภาวนาคาถาให้มองดูลูกแก้วเสียก่อน จําภาพแก้วได้ ก็หลับตานึกถึงภาพ แก้วนั้นแล้วก็ภาวนา นี่ทําเป็นกรรมฐาน จะภาวนาว่า พุทโธ หรือ นะมะพะธะ ว่าได้ทุกอย่าง เพราะว่าแก้วเป็นอาโลกกสิณ สําหรับอาโลกกสิณนี่เป็นกสิณพื้นฐานของทิพจักขุญาณ หากว่าขณะที่หลับตาภาวนา ภาพลูกแก้วเลือนไปจากใจ ให้ลืมตาดูใหม่ จ่าภาพลูกแก้ว แล้วภาวนาต่อไป จนกระทั่งภาพลูกแก้วติดตาติดใจ คราวหลังเราไม่มองดูลูกแก้ว แต่นึก ภาพลูกแก้วได้เป็นปกติ อย่างนี้ท่านเรียก อุคหนิมิต อุคหนิมิตนี้เป็นอุปจารสมาธิเป็นผลของ ทิพจักขุญาณเมื่อทําอย่างนี้เรื่อยๆ ไปจนกระทั่งภาพลูกแก้วติดตาติดใจอยู่เสมอ ต่อมาก็อธิษฐาน ให้ลูกแก้วโตขึ้น ก็จะเห็นภาพลูกแก้วโตขึ้น อธิษฐานให้เล็กลงก็จะเล็กลง ให้อยู่สูงก็อยู่สูง ให้อยู่ตาก็อยู่ตา อยู่ข้างหน้าก็ได้ อยู่ข้างหลังก็ได้ตามใจชอบ อย่างนี้เป็นปฏิภาคนิมิต ถือว่าเป็นนิมิตสูงสุดส่วนหนึ่ง
ในเมื่อเห็นลูกแก้วชัดเจนแจ่มใสดีเท่าไหร่ ความเป็นทิพจักขุญาณของท่าน พุทธบริษัทที่จะเห็นภาพอื่นก็จะเห็นได้ชัดเจนเท่านั้น แต่ว่าถ้าเห็นลูกแก้วชัดเจนดีแล้ว ต่อ ไปก็อธิษฐานขอให้ภาพลูกแก้วหายไป ขอภาพของพระพุทธเจ้าจงปรากฏ ในเมื่อเห็นภาพ ของพระพุทธเจ้าปรากฏแทน ขอให้อธิษฐานให้พระองค์โตขึ้น ภาพของพระพุทธเจ้าโตขึ้น ขอให้พระองค์ทรงเล็กลง ก็เล็กลง ให้สูงให้ต่ำได้ตาม ความต้องการ อย่างนี้ถือว่าถึงที่สุดของ มโนมยิทธิ ถ้าทามโนมยิทธิได้ตามนี้แล้วจึงเคลื่อนออก ถ้าเคลื่อนไปไหนจิตกับกายจะตัด กันเด็ดขาด คือว่าไปสุดตัว ถ้าไปสุดตัวก็จะได้พบทุกอย่าง จะพบเทวดา จะพบพรหมก็ดี พบพระอรหันต์ก็ดี เราก็จะมีสภาพไปนั่งคุยกันอย่างสบาย เหมือนกับเรานั่งคุยกันอยู่นี่ ถือ ว่าเป็นการเต็ม มโนมยิทธิที่ศึกษาเพราะมโนมยิทธิที่เราศึกษากันอยู่เวลานี้ เราใช้กําลังครึ่งเดียว แต่ว่าเพื่อผลประโยชน์ของบรรดาท่านพุทธบริษัท ว่าคนทุกคนยังต้องกินต้องใช้พระพุทธเจ้า ก็ทรงห่วงเหมือนกัน ท่านถือว่าถ้าทุกคนยากจนเสียจริงๆ ไม่มีกินมีใช้ การเจริญสมาธิก็ไม่ มีผล เพราะมีความเดือดร้อน
ฉะนั้นท่านจึงแนะนําว่า ถ้าทําสมาธิในด้านของกรรมฐานครบถ้วนพอใจแล้ว หลังจาก นั้นให้ต่อด้วย คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า และเวลาที่เจริญพระกรรมฐานทรงฌาน เท่าไร คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าก็จะทรงฌานเท่านั้น เมื่อคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงเป็นฌาน การเงินของบรรดาท่านพุทธบริษัทจะมีการคล่องตัวมาก ถ้าปฏิบัติได้เป็นฌานจริงๆ คือเห็นภาพชัดจริงให้สังเกตดูว่า หลังจากทําไป ๓ เดือน ผลการปฏิบัติลาภสักการะจะเกิด การเงินจะไม่ฝืดเคือง ถ้ายิ่งท่านานมากเงินก็ยิ่งจะยังตัว เงินเดือนที่มันไม่ค่อยพอเดือน มัน ก็จะเริ่มพอเดือน เดือนหน้ากับเดือนหลัง มันสวัสดีกันได้ก็พอตัวแล้ว ต่อมาเจ้าเดือนหน้า มันไม่ยอมไป เดือนใหม่ก็ยังมีมาอีก มันเริ่มขังตัว มันยังตัวแน่นะ รวมความว่า มันนอน คุยกันในกระเป๋าได้ ทําตามนี้มีผลจริงๆ นะ และวิธีที่ใช้เงินในคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าก็มี แบบหนึ่ง ซึ่งได้เคยกล่าวไว้แล้ว
และอีกประการหนึ่ง ซึ่งผลที่ได้จากแก้วนี่ อุบัติเหตุมีทุกครั้งใน ๓ ครั้งที่แล้วมานะ ที่แจกมาก็พบอุบัติเหตุทุกครั้ง แต่ว่าอุบัติเหตุที่น่าจะตายเขาไม่บาดเจ็บ อย่างรายหนึ่งไป อยู่อเมริกา ซื้อรถราคา 7,000 เหรียญ ชนกันขึ้นไปเหลือราคา ๓๐๐ เหรียญ เจ้า ของรถไม่ตาย แต่ว่ารถเหลือราคาเพียง ๓๐๐ เหรียญ และก็เที่ยวแรกที่แจก วันนั้นไปที่อำเภอสามพรานมีสองคนผัวเมียแกบอกว่า รถชนประจันหน้ากันพังยับเยินเลยพวงมาลัย มากระแทกอกสามี พวงมาลัยคต แต่สองคนในรถไม่เป็นอันตราย
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือสมบัติพ่อ ปี2535
รายการนี้ลิงก์ไปยัง Shopee โดยตรง ราคาและสต็อกอาจเปลี่ยนแปลงตามร้านค้า
